การเมือง

เรื่องคนจนในชนบทเมืองไทยที่ถูกกดขี่ มันอาจไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับคนจนในชนบทของประเทศไทย พวกเขาร่ำรวยที่สุดในบรรดาคนยากจนในชนบทแห่งประเทศโลกที่สามทั้งหลาย และเขาไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณทักษิณในฐานะความเป็นอยู่ใดๆทั้งสิ้น

ทักษิณเป็นนักโทษหนีคดี เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและมหาเศรษฐีพันล้านที่ทางการไทยกำลังต้องการตัวในคดีคอร์รัปชั่นและหนีภาษีรวมกันแล้วมูลค่ามหาศาล สิ่งที่เขาทำได้ดีเป็นพิเศษคือสามารถทำให้โลกเชื่อว่าเขาเป็นขวัญใจคนยากจนแห่งชนบทเมืองไทย และสามารถทำให้เชื่อไปอีกว่า ความกินดีอยู่ดีของคนชนบทเหล่านี้เป็นเพราะตัวเขา แต่ในความเป็นจริงโครงการช่วยเหลือชนบทที่อ้างว่าเป็นของเขานั้นได้มีมาก่อนยุคทักษิณนับเป็นสิบๆปีมาแล้ว เขาเพียงแต่ใช้เครื่องมือประชาสัมพันธ์ต่างๆที่เขาได้ทุ่มเงินให้เป็นจำนวนมากเปลี่ยนชื่อโครงการเหล่าให้หวือหวาขึ้นเท่านั้น

ชาวไร่ชาวนาในยุโรปและอเมริกามักมีฐานะดี แต่การเปรียบเทียบกับฐานะของชาวไร่ชาวนาไทยนั้นเป็นเรื่องไร้ความหมาย ลองนึกเปรียบเทียบช่างไม้ในชนบทอีสานกับช่างไม้แห่งเมืองเล็กๆในมลรัฐไอโอวาดู ช่างไม้ไทยจะดูอนาถา ที่อยู่อาศัยของเขาในสายตาอเมริกันนั้นจะดูไม่มีอะไรเลย และจะดูเหมือนเขาไม่ค่อยมีความหวังอะไรในชีวิต ทว่าในความเป็นจริงคนไทยมักอาศัยในที่ของพ่อแม่พี่น้องเขาโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ในอากาศเย็นสบายในชนบทไทยเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเพื่อต่อสู้กับความหนาวเหน็บเช่นในไอโอวา พวกเขาปลูกผักเลี้ยงไก่ไข่เลี้ยงหมูไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่ต้องซื้อกิน เขามีมอเตอร์ไซค์เพื่อขี่ไปทำงาน เขามีทีวีดู ชีวิตความเป็นอยู่แบบอเมริกันที่เขาเห็นในทีวีก็แตกต่างกับการดำเนินชีวิตแบบไทยๆที่เขาคุ้นเคยเสียจนไม่มีความรู้สึกอิจฉาชาวอเมริกันเลยสักนิด

ทุกๆหมู่บ้านในไทยมีไฟฟ้าใช้มานานมากก่อนยุคทักษิน ชาวบ้านมีตู้เย็นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทีวีวิทยุและพัดลมไฟฟ้าใช้มาเป็นเวลานานแล้ว เกือบทุกบ้านในชนบทมีมอเตอร์ไซค์แม้มันจะโทรมหรือเก่าแค่ไหนก็ตาม ในทุกๆหมู่บ้านจะมีหลายครอบครัวที่มีรถปิคอัพใช้ ชาวนาเลิกใช้วัวควายไปแล้วเหลืออยู่ก็แต่ในท้องที่ไกลมากๆ ถ้าชาวไร่ชาวนาใดไม่มีรถอีแต๋นไว้ใช้ทำไร่ทำนาพวกเขาก็สามารถเช่าหรือยืมได้จากเพื่อนบ้าน

ชาวไร่ชาวนาไทยที่ไร้ที่ทำกินนั้นมีอยู่ แต่ก็มีเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับในฟิลิปปินส์ อินเดียและประเทศส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้ ในไทยเราแทบไม่เคยเห็นเศรษฐีเจ้าของที่นาที่ไม่ได้เป็นชาวนาเอง ชาวนาไทยส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของที่นาผืนเล็กๆที่ปลอดจำนอง ที่ปลอดจำนองนั้นเป็นเพราะกฏหมายคุ้มครองล้าสมัยฉบับหนึ่งที่ไม่อนุญาติให้เอาที่ดินประเภทนี้ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืม แต่พวกเขาสามารถใช้ผลผลิตที่จะได้รับในฤดูเก็บเกี่ยวถัดไปใช้ค้ำประกันได้ พวกเขามักขายผลผลิตให้กับสหกรณ์ ลูกหลานพวกเขามักหารายได้เพิ่มเติมโดยเข้าไปทำงานในเมือง

เมืองไทยก็เหมือนที่สหรัฐอเมริกาที่มีผู้ยากไร้ด้อยโอกาสอยู่จำนวนหนึ่ง ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยนั้นก็เหมือนที่อื่นๆที่เราต้องดูโดยใช้วิจารณญาน (* ที่มาของตัวเลขสถิติที่จะนำมาใช้ถัดจากนี้ให้ดูที่หมายเหตุท้ายบทความ) ตัวเลขเป็นทางการไทยผู้ยากจนมี10% ของประชากรทั้งหมด เทียบกับ 12%ในอเมริกา 14%ในอังกฤษและ36%ในบ้งคลาเทศ แน่นอนเส้นวัดระดับความยากจนของแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเพราะการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน ความยากจนในเมืองไทยจึงไม่จำเป็นต้องแปลว่าการไม่มีทีวีดู หรือไม่มีมอเตอร์ไซค์เก่าๆใช้

สถิติการว่างงานในไทยอยู่ที่ 1.4% ซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดในโลก แต่เป็นที่รู้กันว่าตัวเลขสถิติการว่างงานมักเชื่อถือไม่ค่อยได้ แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วนักเศรษฐศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าจะรวมถึงพวกทำงานไม่เต็มเวลาหรือพวกที่ไม่ยอมหางานทำดีหรือไม่ แต่สำหรับเมืองไทยงานไร้ฝีมือค่าแรงต่ำนั้นหาง่าย ตึกอพาร์ทเม้นต์ที่ผมเช่าอยู่ในกรุงเทพนั้นมีป้ายติดประกาศรับพนักงานรักษาความปลอดภัยมาหลายสัปดาห์แล้วก็ยังติดอยู่อย่างนั้น
ในช่วงฤดูแล้งชาวไร่ชาวนาจำนวนมากเข้ามาเป็นกรรมกรก่อสร้างในเมือง ส่วนที่เหลือเลือกที่จะมีชีวิตอย่างง่ายๆถึงไม่หรูหราแต่ก็อุดมสมบูรณ์อยู่ที่บ้านในชนบท สองสามปีที่แล้วผมต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการหาช่างเพื่อมาต่อห้องน้ำเพิ่ม ชาวไร่ชาวนาหลายรายที่มีหัวการค้าได้กลายมาเป็นเจ้าของกิจการและทำได้ดีทีเดียว นโยบายของรัฐบาลทักษิณไม่ได้มีผลอะไรที่ชัดเจนกับแรงงานทั้งหลายเหล่านี้เลย

ไทยไม่มีปัญหาประชากรล้นเกิน ผู้หญิงมีบุตรกัน1.6คนโดยเฉลี่ยซึ่งต่ำกว่าอัตราการตายซึ่งหมายความว่าจำนวนประชากรจะลดลงหากไทยไม่สนับสนุนการอพยพของชนชาติอื่นให้เข้ามาอยู่อาศัย การลดของขนาดครอบครัวไทยเป็นผลมาจากการให้ความรู้เรื่องผลดีทางเศรษฐกิจที่มีต่อครอบครัวขนาดเล็กซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ได้ผลทำให้ประชากรลดลงมาแล้วในยุโรปและญี่ปุ่น ในเมืองไทยการรณรงค์เหล่านี้ได้เริ่มมาร่วมห้าสิบปีแล้ว

ปัญหาการกระจายความร่ำรวยในไทยนั้นไม่ได้เลวร้ายไปกว่าชาติอุตสาหกรรมใดๆเลย คนยากจนที่สุด10% ของประชากรไทยเป็นเจ้าของ2.6%ของทรัพย์สินทั้งหมด คนรวยที่สุด10% ของประชากรไทยเป็นเจ้าของ33.7%ของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีในชาติ เมื่อเทียบกันสหรัฐอเมริกามี2% และ30% อังกฤษมี2.1% และ28.5% ตามลำดับทรัพย์สินของคนจนสุด10% และรวยสุด10% ถึงแม้ตัวเลขสถิติเหล่านี้จะเชื่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ที่น่าเชื่อถือได้อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยก็คือการกระจายรายได้ของไทยนั้นมีความเท่าเทียมกันมากกว่าในประเทศจีน อินเดีย บราซิล หรืออาฟริกาใต้ แม้แต่หมู่บ้านถิ่นธุรกันดารของไทยโดยเฉพาะในบริเวณที่ราบภาคกลางก็ยังดูมั่งคั่งกว่าหมู่บ้านในชนบทของประเทศปากีสถาน และจะกลายเป็นแดนในอุดมคติไปในทันทีเมื่อเทียบกับหมู่บ้านส่วนใหญ่ในประเทศไนจีเรีย กองทุนหมู่บ้านที่ทักษิณภูมิใจนักหนานั้นมันได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ร่วมสี่สิบปีมาแล้ว

ถนนเมนทุกสายในเมืองไทยเป็นถนนราดยางหรือไม่ก็คอนกรีต ซึ่งดีเทียบเท่ามาตรฐาณประเทศโลกที่หนึ่ง ถนนรองส่วนใหญ่ก็ราดยางซึ่งถนนเข้าหมู่บ้านชนบทห่างไกลรวมทั้งในอีสานและเหนือแม้จะเป็นหมู่บ้านจนที่สุดก็มีถนนดีพอกัน ถนนเหล่านี้มีใช้กันแล้วในสมัยที่ทักษิณลาออกจากตำรวจและอยู่ในสภาพล้มละลาย

ในกรุงเทพนั้นมีสลัม แต่ในเมื่อทุกคนมามีงานทำในกรุงเทพพวกเขาก็มักเลือกที่จะอยู่ในสลัมเพราะอยู่ฟรีโดยไม่เสียค่าเช่าที่ดินเหล่านี้เพราะมันเป็นที่หลวง โสเภณีนั้นหาได้ไม่ยากเพราะรายได้จากการขายตัวนั้นมากกว่ารายได้จากการทำงานในโรงงานถึงห้าเท่าตัวหรือมากกว่า คนตาบอดหรือพิการสามารถขอเงินช่วยเหลือได้จากรัฐแต่ทว่าการขอทานจะมีรายได้งามกว่า เขาต่างก็เลือกทางเดินชีวิตเองและดีชั่วอยู่ย่อมอยู่ที่ตัวเขาเองทั้งนั้น

การรักษาพยาบาลผู้ป่วยอนาถาโดยโรงพยาบาลรัฐนั้นมีมานานมากก่อนที่ทักษิณจะมาเสนอโครงการ30บาทรักษาทุกโรค การรักษาผู้ป่วยอนาถาถึงมันจะไม่เป็นระดับโลกแต่มันก็ยังเป็นการรักษาพยาบาล ถ้าคนป่วยไม่มีสตางค์ค่าผ่าตัดซึ่งราคาก็ไม่ได้แพง เขาก็จะได้รับการยกหนี้ให้ ไม่มีคนป่วยรายใดที่โรงพยาบาลรัฐจะปฏิเสธไม่รับ แพทย์ผู้สำเร็จการศึกษาก็ด้วยทุนของรัฐและจะต้องทำงานใช้หนี้รัฐโดยได้รับเงินเดือนไม่แพงในโรงพยาบาลชนบทไปจนกระทั่งชดใช้ค่าเล่าเรียนหมด

แทบไม่มีคนไทยคนไหนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เด็กผู้หญิงมีเวลาเรียนโดยเฉลี่ย14ปี และเด็กผู้ชายที่13ปี โปรดสังเกตุหญิงมีการศึกษามากกว่าชาย นักเรียนมัธยมปลายปีละร่วมสองล้านคนซึ่งคิดเป็น20%ของคนวัยเดียวกันได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาทั้งสายอาชีพและปริญญา นักเรียนที่เรียนดีก็จะได้รับทุนเล่าเรียนหลวง เรื่องราวของเด็กยากจนที่ต่อมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จนั้นมีมากมายเสียกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ การไต่เต้าทางสังคมลักษณะนี้ได้มีมาตลอดเป็นเวลาครึ่งค่อนศัตวรรษมาแล้ว

อัตราการตายในทารกแรกเกิดในไทยอยู่ที่17รายต่อ1,000 เทียบกับแองโกล่าอยู่ที่180 อัฟกานิสถานที่153 และ 6 ในสหรัฐอเมริกา สถิติช่วงเวลาการมีชีวิตของคนไทยอยู่ที่ 73.1ปีในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่78.1ปี และรสเซียที่66.1ปี ในไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี1.4%เทียบกับสหรัฐอเมริกาอยู่ที่0.6%ของประชากร

ในประชากรทั้งหมด66ล้านคนในไทย มีโทรศัพท์มือถือลงทะเบียนถึง62ล้านเลขหมายและอีก7ล้านเลขหมายเป็นโทรศัพท์มีสาย เครือข่ายการบริการเชื่อถือได้เทียบเท่าในยุโรป คนไทยหนึ่งในสี่มีอินเตอร์เนตใช้ บริษัทโทรศัพท์ของทักษิณซึ่งรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในสมัยที่เขาเป็นนายก มีส่วนแบ่งการตลาดถึงหนึ่งในสามของผู้ใช้มือถือในไทย ต่อมาเขาได้ขายให้กองทุนรัฐบาลสิงคโปร์โดยหลบเลี่ยงภาษีรายได้

ไทยมีการส่งออกมากกว่านำเข้าอยู่เป็นประจำและมีเสน่ห์ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นจึงมีเงินทุนสำรองมหาศาล ถึงแม้จะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติไว้ส่งออกมากนัก แต่ไทยก็ยังมีทุนสำรองอยู่ที่ 138,000ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐซึ่งมีมากเป็นอันดับสิบของโลก เทียบกับอังกฤษมี $56,000ล้าน ขณะที่ออสเตรเลียมี $45,000ล้าน

มีความเชื่อที่ผิดๆว่าไทยมีสินค้าการเกษตรเป็นสินค้าหลัก แต่ความจริงแล้วคือเป็นรถปิคอัพ มอเตอร์ไซค์และชิ้นส่วนอาหลั่ยยานยนต์เป็นหลักซึ่งเป็นสาขาของบริษัทจากต่างชาติ รถปิคอัพซึ่งส่งออกได้มากที่สุดถ้านับแบบประเภทเดี่ยวของสินค้าส่งออกนั้นแทบไม่มีส่วนประกอบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเลย บริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายหนึ่งส่งรถปิคอัพหนึ่งตันจากเมืองไทยแหล่งเดียวเท่านั้นไปขายทั่วโลกรวมทั้งในญี่ปุ่นเอง เครื่องจักรกลก็เป็นสินค้าส่งออกหลักอีกประเภทหนึ่ง นอกนั้นยังมีชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อิเลคโทรนิค สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อาหารสำเร็จรูป อาหารสัตว์ สิ่งที่ทำเงินตราต่างประเทศในระดับต่ำกว่านั้นก็จะเป็นข้าว น้ำตาลและตามด้วยการท่องเที่ยว

ในหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลสามารถทำการค้าได้เกินดุลย์ ทำบัญชีเดินสะพัดได้เกินดุลย์และทำงบประมาณได้เกินดุลย์เช่นกัน (แต่ปีนี้งบประมาณขาดดุลย์)

นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2503 ปีที่ทักษิณมีอายุได้เพียง11ขวบ เป็นต้นมา ไม่มีชาติที่กำลังพัฒนาชาติใดในโลกที่จะมีการเติบโตของค่าGDPเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรได้เกินกว่าของประเทศไทย ถึงแม้ชาวนาไทยยังยากจนในสายตาตะวันตก แต่พวกเขาก็ได้รับส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งเหล่านั้น และพวกเขาก็มีความกินดีอยู่ดีมากกว่าคนในชนบทในประเทศใดๆในประเทศแห่งโลกที่สาม

* ตัวเลขสถิติทั้งหลายในบทความนี้แต่ละตัวได้ถูกตรวจสอบโดยการเปรียบเทียบกับอย่างน้อยสามแหล่งจากหน่วยงานต่างๆดังนี้ UNICEF, UNDP,ธนาคารโลก, ADB, IMF, CIA, WHO, ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ
ไม่มีตัวเลขใดๆในบทความนี้ที่ยกเอามาจากหน่วยงานของไทยล้วนโดยไม่ปรียบเทียบกับตัวเลขของหน่วยงานนอกประเทศไทย


เค้าลางแห่งความเลวร้าย…แม้ว ตอนที่ 4 ประกาศผลงาน แหกตาชาวบ้าน

ประกาศผลงาน แหกตาชาวบ้าน

ความเลวร้าย.. เริ่มคืบคลานเข้าสู่ประเทศ อย่างเงียบ

ผลการเลือกตั้งหลัง รบ.ชวน ประคับประคองบริหารประเทศจนครบวาร ะพรรค ทรท ซึ่งมี แม้วเป็นหัวหน้าพรรคได้รับคะแนนอย่างถล่มทลาย ได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่งของรัฐสภา ทำให้สามารถจัดตั้ง รบ. พรรคเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมือง ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง และกำลังทรัพย์ที่หว่านลงไปยังนักการเมืองท้องถิ่น

การบริหารประเทศแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในรัฐสภาอันทรงเกียรติ.. โดยที่ไม่มีผุ้ใดล่วงรู้ หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ถือว่าเป็นนายกโดยสมบุรณ์ ยุทธศาสตร์หนึ่งที่ แม้วประกาศคือทำสงครามกับยาเสพติด แต่เรื่องเอาไว้อธิบายภายหลัง

ช่วงนี้ของอธิบาย ผลงานที่แม้วและสมุนภูมิใจหนักหนา นั่นคือ ” การใช้หนี้ IMF ( ไอ เอ็ม เอฟ * พิมพ์ไว้ให้อาจจะมีสีแดงมาอ่าน) ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาลูกสมุนทั้งซ้ายและขาว ต่างนำมาประกาศศักดา ว่า แม้วเก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ แหกตาชาวบ้านสิไม่ว่า

IMF เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลพ่อจิ๋ว แต่ยังไม่ได้รับเงินพ่อจิ๋วประกาศลาออกเสียก่อน เนื่องจากทนพิษเศรษฐกิจและเสียงประชาชนไม่ไหว รัฐบาลพ่อชวน จึงต้องสานต่อ แต่ไอ้พวกลูกสมุนกับโยนบาปให้รัฐบาลชวน ว่าเป็นผู้ก่อหนี้ ก็ลองไม่ทำตามสัญญาที่จิ๋วลงนามไว้ซิ โดนฟ้องล้มละลายทั้งประเทศกระไร

การรับเงินกู้จาก IMF ต้องรับเป็นงวด ๆ ตามสัญญา เหมือนกับที่เราทำสัญญากู้เงินจากธนาคารเพื่อปลูกบ้าน เราจะได้รับเป็นงวด ๆ ตามสัญญา แต่ IMF มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือเงินกู้จำนวนนี้ต้องนำเข้าคลังของธนาคารชาติ เพื่อเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และเป็นเงินดอลล่าร์เท่านั้น

จำนวนเงินกู้ทั้งหมดประมาณ 17,000 ล้าน US หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 765,000 ล้าน US (ขออนุญาตนำเสนอเป็นจำนวนเต็ม) เมื่อรับเงินกู้ครบตามจำนวน รัฐบาลชวนไม่ได้แตะต้องเงินจำนวนนี้แม้แต่เหรียญเดียว (อันนี้ไม่ใช้เข้าข้างแต่พูดความจริง) เนื่องจากสัญญาให้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศเท่านั้น

เงินสำรองระหว่างประเทศ ใช้เพื่อเป็นหลักประกันการทำการค้าระหว่างรัฐบาล กับรัฐบาล เหมือนเป็นหลักประกัน เงินค้ำประกัน คิดง่าย ๆ หากคุณไปสมัครงานเป็นพนักงานการเงิน บริษัทก็มักจะให้คุณวางเงินประกันตำแหน่ง หรือต้องมีข้าราชการเซ็นต์รับรองให้เงินสำรองระหว่างประเทศก็เช่นกัน เป็นการสร้างเครดิตให้รัฐบาลสามารถทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก

รัฐบาลชวนทำการค้าที่ละนิดละหน่อย ได้ผลกำไรมาก็โยนเงินเข้าคลัง เหมือนที่เราบังคับให้ลูก ๆ เหลือค่าขนมกับมาหยอดกระปุกนั่นแหละ..เพราะมันอยู่ในกระปุก ลูกเราก็เลยไม่รู้ว่าขณะนี้ลูกเราเก็บเงินได้กี่บาทแล้ว…รัฐบาลก็เช่นกัน เก็บเงินอย่างเดียวไม่เคยเช็คยอดเงินในคลัง (ทุกท่านคงจำได้ ช่วงนั้นมีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันประหยัด กินมาม่า ไวไว ยำยำ เป็นกิจวัตร)

จวบจน 3 ปีเต็มจนหมดวาระรัฐบาลชวน ธนาคารชาติได้ทุบกระปุกนับเงินในคลัง… จากเดิมมีเงินกู้ IMF อยู่ 17,000 ล้าน US ปรากฏว่าเงินในคลัง ณ เวลานั้นมีสูงถึง 32,000 ล้าน US บวก ลบ แล้ว รัฐบาลชวน ทำกำไรจากการค้าขาย เล็ก ๆ น้อยๆ เป็นเงิน 15,000 ล้าน US แต่ลืมประกาศให้ประชาชนรับทราบหรือว่า เป็นความลับระดับชาติห้ามแถลงมิอาจทราบได้แต่จะว่าไป เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น ค่าเงินบาทขยับดีขึ้นทำให้มีผลกำไรจากค่าเงินมาช่วยเสริมด้วยอีกทางหนึ่ง

ภายหลังการเลือกตั้ง มกราคม 2544 แม้วเข้ามาเป็นนายก โดยมีเงินทุนที่ได้รับมอบจากรัฐบาลชวน 32,000 ล้าน US ในขณะที่ประเทศเป็นหนี้ IMF อยู่ 17,000 ล้าน US หลังเข้ารับตำแหน่ง แม้วทราบถึงจำนวนเงินที่คงเหลืออยู่ในคลัง แม้วเริ่มออกอากาศ ประชาสัมพันธ์ ว่าจะใช้หนี้ IMF ใช้หนี้ก่อนครบสัญญา… เอาเข้าไป..

วันดี คืนดี ก็ประกาศโพล่งออกมา “เราเป็นไทแล้ว ผมใช้หนี้ IMF หมดแล้ว ใช้ก้อนเดียวหมดเลย” ลูกสมุนก็พากันรับสมอ้าง นำไปพูดจากับชาวบ้านว่าแม้วท่านเก่ง ใช้หนี้ให้ประเทศ แต่ไม่ยอมบอกว่าเงินที่ใช้หนี้นะ เป็นเงินที่ได้มาจากผลงานของใครภาษาชาวบ้านเค้าเรียกว่า “ชุบมือเปิบ”

ถามหน่อย วันที่แม้วเข้ารับตำแหน่งนายกถึงวันที่แม้วนำเงินจากคลังไปใช้หนี้ ห่างกันกี่ วันกี่เดือน ประเทศค้าขายอะไร ให้ประเทศไหน จึงสามารถสร้างกำไรได้มหาศาล จนนำมาใช้หนี้ 17,000 ล้าน US ได้…

พฤติกรรมเช่นนี้เค้าเรียกว่า “แอบอ้างผลงาน”  “ขโมยผลงาน” หรือ “หน้าไม่อาย” ดีหล่ะ

เครดิตคุณ Birdy เสรีไทย


เค้าลางแห่งความเลวร้าย…แม้ว ตอนที่ 3 รวยจากค่าเงินบาท

ที่จริงอยากจะตั้งหัวข้อว่า ” กรูขอรวยจากความทุกข์ของประชาชน” แต่เกรงว่าจะแรงเกินไป ขอแบบเรียบ ๆ แล้วกัน อารมณ์จะได้ไม่พุ่งปรี้ด

วิกฤตการเงินในปี 2540 สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็น บรรษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนาคาร ต่างปิดกิจการเป็นว่าเล่น ตลาดหุ้นดิ่งลงชนิดที่นักเล่นหุ้นขาดทุน เจ๋งระเนระนาด หมดตัว นักธุรกิจบางท่านที่ฉลาด อาศัยจังหวะนี้ล้มบนฟูกกันเป็นแถว.. (คุณพ่อยังสูญเงินไปกับหุ้นเป็นจำนวนเงิน 7 หลักเหมือนกัน)

นายกรัฐมนตรี (คงไม่ต้องบอกนะว่าใคร) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และที่จำไม่ผิดอีกท่านเป็นผู้ว่าธนาคารชาติ ปิดห้องประชุมลับ เพื่อตัดสินเกียวกับค่าเงินบาท ผลการประชุมเป็นอย่างไร นอกจาก 3 ท่านดังกล่าว ยังมีแม้วอีกคนหนึ่งที่บังอาจล่วงรู้ จะด้วยวิธีก็แล้วแต่ระยะเวลา 15 วันก่อนประกาศลดค่าเงิน แม้วสั่งถอนเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ สั่งซื้อเงินดอลล่าห์มากักตุนไว้ ในขณะเดียวกันสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือมาเก็บเอาไว้….

การประกาศลดค่าเงินบาท ทำให้บริษัทนำเข้าสินค้าต่างประเทศและบริษัทที่มีสัญญากู้ยืมเงินจากสถาบันต่างประเทศขาดทุนทันทีเกือบเท่าตัว บางบริษัทถึงกับล้มละลายเพียงชั่วข้ามคืนในยามวิกฤตค่าเงินบาท ทุกบริษัทประสบภาวะขาดทุนเหมือนกันยกเว้น…กลุ่มบริษัทของแม้ว กำไรจากค่าเงินจำนวนมหาศาล(หากใครอยากเห็นข้อมูล ค้นงบการเงินได้จากกรมพัฒน์ฯ)

บริษัททั่วไปขาดทุน ล้มละลายชั่วข้ามคืน ตรงข้ามกับกลุ่มบริษัทของแม้ว และ 2 ตระกูลดังของประเทศ ร่ำรวยมหาศาลจากเดิมเกือบเท่าตัวเพียงชั่วข้ามคืนเช่นกัน เพราะ แม้วเก่ง หรือเป็นนักวิเคราะห์การเงิน เก่งใช่หรือไม่

คำตอบคือ ป่าวอีกเช่นกัน.. แต่เพราะแม้วเป็นนักฉวยโอกาสที่ขาดจริยธรรมเช่นเดิม นำความลับของทางราชการวางแผนการเงินของตัวเองได้อย่างน่าทุเรศที่สุด แต่จะว่าไปคนที่ควรถูกประนามอีกท่าน คงจะเป็นผู้ที่นำความลับเรื่องค่าเงินไปคุยให้แม๊วฟัง…อยากถามว่า ณ เวลานั้นท่านคิดอะไรอยู่ ถึงนำความลับราชการไปแพร่งพรายกับบุคคลภายนอก หรือว่า.. ท่านได้ผลประโยชน์จากเงินก้อนนี้ด้วย

เครดิตคุณ Birdy เสรีไทย


เค้าลางแห่งความเลวร้าย…แม้ว ตอนที่ 2 กำเนิดอสูรร้าย

หลังเหตุการณ์ รสช ผู้มีอำนาจในสมัยนั้นได้ลงนามมอบสัมปทานกิจการสัญญาณโทรคมนาคม ให้กับนักธุรกิจอดีตนายตำรวจไทย การลงนามในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นการผูกขาดกิจการโทรศัพท์มือถือรายเดียวของประเทศ

การผูกขาด คือ การทำธุรกิจ หรือการดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่มีคู่แข่ง สิ่งที่ตามมาของการผูกขาด กำหนดราคาขายและค่าบริการได้ตามใจชอบ ในกรณีนี้ สัมปทานที่ได้ไปเป็นกิจการโทรคมนาคมหรือที่รู้จักกันในนาม โทรศัพท์มือถือ ในปัจจุบัน

เมื่อได้สัมปทานมาเพียงรายเดียว บริษัทจึงมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ได้เองตามใจชอบ ไม่ว่า จะเป็นราคาเครื่องโทรศัพท์ราคาสัญญาณ หรือที่เรียกกันว่า ค่าโทรศัพท์ นั่นหล่ะ ผู้ค้ารายใดต้องการนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาจำหน่าย ต้องซื้อผ่านผู้ที่ได้รับสัมปทานเท่านั้น

หรือจะพุดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ แม้วเป็นผู้นำโทรศัพท์มือถือจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศเพียงคนเดียว ใครต้องการขาย ต้องมาซื้อต่อจากแม้ว ค่าโทรศัพท์ แม้วก็ตั้งเองตามใจ นาที่ละ 5 บาทในช่วงแรก ๆ จำกันได้มั้ย  กดโทรออกไป ปลายสายรับหรือไม่ คุยกันกี่วิก็แล้วแต่ แม้วคิดนาที่ละ 5 บาททั่วประเทศ กี่หมายเลขลองคิดดู

ซื้อโทรศัพท์มาจากต่างประเทศ ประมาณเครื่องละไม่เกิน 9,000 บาท (รวมภาษีนำเข้าแล้ว) นำมาขายพร้อมค่าจดทะเบียน (จำกันได้มั้ย) ประมาณเครื่องละ 10,000 – 80,000 บาท (จำได้เครื่องแรกที่ซื้อเป็น โมโตโรล่า ทุกวันนี้ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึก จ่ายไป 69,000.-) จากนั้นเสียค่าโทรศัพท์อีกนาที่ละ 5 บาท โดยเฉลี่ย ณ เวลานั้นเสียค่าโทรศัพท์เดือนละ 6,000 – 7,000 บาททุกเดือน

ลองบวกลบคูณหารเอง แล้วกันว่าจำนวนเงินมหาศาลแค่ไหน แค่ราคาโทรศัพท์ก็ประมาณ 60,000 – 70,000 บาทต่อเครื่อง ค่าโทรศัพท์อีกกี่ล้านหมายเลขทั่วประเทศ คำนวณให้ไม่ถูก แต่นั้นก็ทำให้ แม้วกลายเป็นมหาเศรษฐีชั้นแนวหน้าของโลกได้ภายในไม่กี่ปี ตั้งแต่ได้รับสัมปทานมา…

หากจะพูดว่า แม้วเป็นนักการตลาดที่เก่งใช่หรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ใช่ แต่แม้วเป็นนักฉวย

เครดิตคุณ Birdy เสรีไทย


เค้าลางแห่งความเลวร้าย…แม้ว ตอนที่ 1 บทเริ่มต้น

ขออนุญาตนำข้อความ ของ นาย ป.4 (หลังเขา) ในหนังสือ ” ตื่นเถิด..ชาวไทย” มาเผยแพร่ ดังนี้

” ประชาธิปไตยมิใช่อยู่ที่ปลายลิ้น มิใช่อยู่ที่ลายลักษณ์อักษร อันสละสลวยสวยหรูอยู่ในตำรับตำรา แต่มันฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ตรงขั้วจิตใจผู้เป็นมนุษย์ทุกชนชั้น ”

ชนชั้นรากหญ้า ชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะทำมาหากินด้วยอาชีพใดก็แล้วแต่ทุก ๆ คน ทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพื่อความอยุ่รอดของชีวิตไปวัน ๆแต่ไม่เคยมีความคิดที่จะทำลาย ทำร้ายประเทศชาติ ทุกชีวิตตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ ผิดกับกลุ่มคนที่มีดีกรีการศึกษาสูง สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง มียศ มีเงินมีทอง มีอาหารดี ๆ เครื่องดื่มหรูๆ ราคาขวดหละหลายพัน หลายแสนกลุ่มคนที่อุปโหลกว่าตนเป็นพวก ปัญญาชนผู้ทรงเกียรติ.. ใช้ช่องว่างของกฏหมาย ตักตวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ต่างหากที่เป็นผู้ทำลาย ทำร้ายประเทศ

ปากก็พร่ำแต่คำว่ารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกมามันกลับตรงกันข้าม แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเท่านั้น นี่หละคือตัวตนที่แท้จริงของท่านผู้ทรงเกียรติ

เค้าลางของความชั่วร้าย เริ่มต้นหลังผุ้มีอำนาจในปี 2535 เซ็นต์มอบสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้กับอสุรร้ายในคราบของนักธุรกิจ หน้าใสใจสะอาด โดยไม่ได้คาดคิดว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้น ความเลวร้ายที่จะส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ ก่อให้เกิดความแตกแยกของประชาชนเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน และเป็นจุดกำเนิดขบวนการเพื่อล้มล้างสถาบันสุงสุดของประเทศ

หากผู้มีอำนาจในยุคนั้น ทราบว่าสัมปทานที่ท่านให้ไป จะส่งผลร้ายเช่นนี้ ท่านคงมิยอมมอบโอกาสสร้างความร่ำรวย อันเป็นพื้นฐานของการสร้างเสริมขุมกำลัง เส้นสายโยงใย สร้างบันไดขึ้นสู่จุดสุงสุดของอำนาจอันเป็นพฤติกรรมโดยสันดานของคนโลภ

เมื่อมีกำลังทรัพย์เสริมบารมี จุดหมายต่อไปคือ ตำแหน่งอันทรงเกียรตืเพื่อเปิดทางเดินของตนเข้าสู่เวทีโลก นั่นคือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี.. พยายามไข่วคว้ามาให้ได้โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่จะได้มา.. หว่านเงินลงไปสร้างฝันให้กับชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ชาวไร่ ชาวนา แท็กซี มอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้า แม่ขาย และกลุ่มคนหาเช้ากินด่ำ..

ตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ได้มาจากกำลังทรัพย์ จำนวนมหาศาล ถึงเวลาจะเรียกคืน โดยใช้กำลังสมองที่มีแต่ คดโกง หลอกลวงสร้างโครงการสารพัดโครงการ เพียงเพื่อหวังจะนำเงินในคลังหลวงออกมาปรนเปรอความต้องการของตนและพวกพ้อง วาดฝันต่างๆ นาๆให้กับสุจริตชน พ่นคำพุดที่หวานจับใจ ถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการต่าง ๆ แต่สิ่งที่อสูรร้ายได้ไปคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลภายใต้นโยบายประชานิยม…

สิ่งสุดท้ายที่อสูรร้ายต้องการคือ.. ขุมกำลังในทุกองค์กรที่มีอยู่เพื่อปกปิดสิ่งที่ส่อพิรุธ สิ่งที่ตนและพวกพ้องยักยอกถ่ายเท..มีการโยกย้ายบุคคลที่ไม่ร่วมทำสังคกรรมด้วยออกนอกพื้นที่ จัดวางขุมกำลังของตัวเองเข้าไปแทรกซึมอยู่ทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติงาน ถึง ระดับบริหาร ทั้งในองค์กรอิสระและหน่วยงานของราชการ ไม่เว้นแม้กระทั้งหน่วยงานรักษาความมั่นคงและหน่วยงานยุติธรรม กระจายขุมกำลังตัวเองไปให้ทั่วประเทศการบริหารภายใต้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ…

กำลังทรัพย์ ตำแหน่ง กำลังคน และบารมีที่สร้างขึ้นจากเงินทองทุกอย่างพร้อมแล้ว.. ถึงเวลาที่ต้องเดินสู่จุดหมายที่ต้องการกระทำตัวเหมือนดั่ง เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าชีวิต ความคิดของข้านั้นถูกต้อง คนอื่นที่คิดต่าง คือคนที่ต้องการล้มล้างข้า ผู้คนรอบข้างต้องเคารพข้า เหมือนดั่ง ข้าคือเทพเจ้า… แต่ว่านะ… กฎแห่งกรรม กรรมใดใครก่อ กรรมนั่นย่อมคืนสนองสิ่งใดที่มิใช่ของตน ยื้อแย่งมาโดยวิธีอันทุจริต สิ่งนั้นย่อมไม่จีรัง..

บทเริ่มต้น จบเพียงเท่านี้.. เข้าสู่รายละเอียดซึ่งพยายามรวบรวมเท่าที่ความสามารถจะทำได้.. จะพยายามพิมพ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวยให้ อันเนื่องมาจากมีงานที่ต้องรับผิดชอบ..บางครั้งอาจใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ขอโทษไว้ ณ ที่นี้

เครดิตคุณ Birdy เสรีไทย


  • เรื่องล่าสุด

  • ขายสินค้านิดหน่อย

  • เมนูการใช้งาน

  • Copyright © 1996-2010 ไอ แอม แอ๊ต. All rights reserved.
    iDream theme by Templates Next | Powered by WordPress