ประกาศผลงาน แหกตาชาวบ้าน

ความเลวร้าย.. เริ่มคืบคลานเข้าสู่ประเทศ อย่างเงียบ

ผลการเลือกตั้งหลัง รบ.ชวน ประคับประคองบริหารประเทศจนครบวาร ะพรรค ทรท ซึ่งมี แม้วเป็นหัวหน้าพรรคได้รับคะแนนอย่างถล่มทลาย ได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่งของรัฐสภา ทำให้สามารถจัดตั้ง รบ. พรรคเดียว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมือง ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง และกำลังทรัพย์ที่หว่านลงไปยังนักการเมืองท้องถิ่น

การบริหารประเทศแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในรัฐสภาอันทรงเกียรติ.. โดยที่ไม่มีผุ้ใดล่วงรู้ หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ถือว่าเป็นนายกโดยสมบุรณ์ ยุทธศาสตร์หนึ่งที่ แม้วประกาศคือทำสงครามกับยาเสพติด แต่เรื่องเอาไว้อธิบายภายหลัง

ช่วงนี้ของอธิบาย ผลงานที่แม้วและสมุนภูมิใจหนักหนา นั่นคือ ” การใช้หนี้ IMF ( ไอ เอ็ม เอฟ * พิมพ์ไว้ให้อาจจะมีสีแดงมาอ่าน) ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาลูกสมุนทั้งซ้ายและขาว ต่างนำมาประกาศศักดา ว่า แม้วเก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ แหกตาชาวบ้านสิไม่ว่า

IMF เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลพ่อจิ๋ว แต่ยังไม่ได้รับเงินพ่อจิ๋วประกาศลาออกเสียก่อน เนื่องจากทนพิษเศรษฐกิจและเสียงประชาชนไม่ไหว รัฐบาลพ่อชวน จึงต้องสานต่อ แต่ไอ้พวกลูกสมุนกับโยนบาปให้รัฐบาลชวน ว่าเป็นผู้ก่อหนี้ ก็ลองไม่ทำตามสัญญาที่จิ๋วลงนามไว้ซิ โดนฟ้องล้มละลายทั้งประเทศกระไร

การรับเงินกู้จาก IMF ต้องรับเป็นงวด ๆ ตามสัญญา เหมือนกับที่เราทำสัญญากู้เงินจากธนาคารเพื่อปลูกบ้าน เราจะได้รับเป็นงวด ๆ ตามสัญญา แต่ IMF มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือเงินกู้จำนวนนี้ต้องนำเข้าคลังของธนาคารชาติ เพื่อเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และเป็นเงินดอลล่าร์เท่านั้น

จำนวนเงินกู้ทั้งหมดประมาณ 17,000 ล้าน US หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 765,000 ล้าน US (ขออนุญาตนำเสนอเป็นจำนวนเต็ม) เมื่อรับเงินกู้ครบตามจำนวน รัฐบาลชวนไม่ได้แตะต้องเงินจำนวนนี้แม้แต่เหรียญเดียว (อันนี้ไม่ใช้เข้าข้างแต่พูดความจริง) เนื่องจากสัญญาให้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศเท่านั้น

เงินสำรองระหว่างประเทศ ใช้เพื่อเป็นหลักประกันการทำการค้าระหว่างรัฐบาล กับรัฐบาล เหมือนเป็นหลักประกัน เงินค้ำประกัน คิดง่าย ๆ หากคุณไปสมัครงานเป็นพนักงานการเงิน บริษัทก็มักจะให้คุณวางเงินประกันตำแหน่ง หรือต้องมีข้าราชการเซ็นต์รับรองให้เงินสำรองระหว่างประเทศก็เช่นกัน เป็นการสร้างเครดิตให้รัฐบาลสามารถทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก

รัฐบาลชวนทำการค้าที่ละนิดละหน่อย ได้ผลกำไรมาก็โยนเงินเข้าคลัง เหมือนที่เราบังคับให้ลูก ๆ เหลือค่าขนมกับมาหยอดกระปุกนั่นแหละ..เพราะมันอยู่ในกระปุก ลูกเราก็เลยไม่รู้ว่าขณะนี้ลูกเราเก็บเงินได้กี่บาทแล้ว…รัฐบาลก็เช่นกัน เก็บเงินอย่างเดียวไม่เคยเช็คยอดเงินในคลัง (ทุกท่านคงจำได้ ช่วงนั้นมีการประชาสัมพันธ์ให้ช่วยกันประหยัด กินมาม่า ไวไว ยำยำ เป็นกิจวัตร)

จวบจน 3 ปีเต็มจนหมดวาระรัฐบาลชวน ธนาคารชาติได้ทุบกระปุกนับเงินในคลัง… จากเดิมมีเงินกู้ IMF อยู่ 17,000 ล้าน US ปรากฏว่าเงินในคลัง ณ เวลานั้นมีสูงถึง 32,000 ล้าน US บวก ลบ แล้ว รัฐบาลชวน ทำกำไรจากการค้าขาย เล็ก ๆ น้อยๆ เป็นเงิน 15,000 ล้าน US แต่ลืมประกาศให้ประชาชนรับทราบหรือว่า เป็นความลับระดับชาติห้ามแถลงมิอาจทราบได้แต่จะว่าไป เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น ค่าเงินบาทขยับดีขึ้นทำให้มีผลกำไรจากค่าเงินมาช่วยเสริมด้วยอีกทางหนึ่ง

ภายหลังการเลือกตั้ง มกราคม 2544 แม้วเข้ามาเป็นนายก โดยมีเงินทุนที่ได้รับมอบจากรัฐบาลชวน 32,000 ล้าน US ในขณะที่ประเทศเป็นหนี้ IMF อยู่ 17,000 ล้าน US หลังเข้ารับตำแหน่ง แม้วทราบถึงจำนวนเงินที่คงเหลืออยู่ในคลัง แม้วเริ่มออกอากาศ ประชาสัมพันธ์ ว่าจะใช้หนี้ IMF ใช้หนี้ก่อนครบสัญญา… เอาเข้าไป..

วันดี คืนดี ก็ประกาศโพล่งออกมา “เราเป็นไทแล้ว ผมใช้หนี้ IMF หมดแล้ว ใช้ก้อนเดียวหมดเลย” ลูกสมุนก็พากันรับสมอ้าง นำไปพูดจากับชาวบ้านว่าแม้วท่านเก่ง ใช้หนี้ให้ประเทศ แต่ไม่ยอมบอกว่าเงินที่ใช้หนี้นะ เป็นเงินที่ได้มาจากผลงานของใครภาษาชาวบ้านเค้าเรียกว่า “ชุบมือเปิบ”

ถามหน่อย วันที่แม้วเข้ารับตำแหน่งนายกถึงวันที่แม้วนำเงินจากคลังไปใช้หนี้ ห่างกันกี่ วันกี่เดือน ประเทศค้าขายอะไร ให้ประเทศไหน จึงสามารถสร้างกำไรได้มหาศาล จนนำมาใช้หนี้ 17,000 ล้าน US ได้…

พฤติกรรมเช่นนี้เค้าเรียกว่า “แอบอ้างผลงาน”  “ขโมยผลงาน” หรือ “หน้าไม่อาย” ดีหล่ะ

เครดิตคุณ Birdy เสรีไทย